[x]
Powered by Powered by DEESITE ® Version 1.8
Copyright © TH-DEESITE
 
หน้าหลัก ข่าว อัลบั้ม ติดต่อเรา เกี่ยวกับองกรณ์

 

   ส่งเสริมพัฒนาสถาบัน  สร้างสัมพันธ์สามัคคี  มีอุดมการณ์

ติดต่อเรา ข่าว อัลบั้ม
ข่าว
  ๐ การประชุมใหญ่สามัญปร...
  ๐ การประชุมใหญ่สามัญปร...
  ๐ ประชุมผู้ปกครองเครือ...
  ๐ การประชุมผู้ปกครองเค...
อ่านทั้งหมด >>

เกี่ยวกับสมาคม
  ๐ วีดีทัศน์ผลงานสมาคม ...
  ๐ ทำเนียบนายกสมาคมผู้ป...
  ๐ ประวัติโรงเรียนดาราว...
  ๐ ความเป็นมาของสระว่าย...
  ๐ วิสัยทัศน์ สมาคมผู้ป...
  ๐ ข้อบังคับสมาคมผู้ปกค...
  ๐ ประวัติสมาคมผู้ปกครอ...
อ่านทั้งหมด >>

กิจกรรมสมาคม
  ๐ กิจกรรมวิ่งการกุศล ป...
  ๐ โครงการศึกษาตามอัธยา...
  ๐ วีดีทัศน์ผลงานสมาคม ...
  ๐ การประชุมใหญ่สามัญปร...
  ๐ สมาคมนักเรียนเก่าดาร...
  ๐ การแข่งขันกอล์ฟการกุ...
  ๐ สมาคมผู้ปกครองและครู...
  ๐ งานกรีฑาสีดาราวิทยาล...
อ่านทั้งหมด >>

ลิงค์เชื่อมโยง
  ๐ สภาคริสตจักรในประเทศ...
  ๐ โรงเรียนดาราวิทยาลัย...
อ่านทั้งหมด >>

อื่น ๆ
อ่านทั้งหมด >>

คณะกรรมการบริหารสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนดาราวิทยาลัย
  ๐ ปีบริหาร 2556...
  ๐ ปีบริหาร 2555...
อ่านทั้งหมด >>

เกี่ยวกับสมาคม : ประวัติโรงเรียนดาราวิทยาลัย


ประวัติโรงเรียนดาราวิทยาลัย
โดย    ผู้ปกครองชยันต์ หิรัญพันธุ์
ผู้จัดการโรงเรียนดาราวิทยาลัย
 

                มิชชันนารีนิกายโปรเตสแตนท์ คู่แรกเข้ามาประกาศเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทยครั้งแรกในปี ค.ศ. 1828[1](พ.ศ. 2371) ซึ่งนำให้คณะมิชชั่นอื่น ๆ ส่งมิชชันนารีเข้ามาทำงานในประเทศไทยด้วย ในปี ค.ศ. 1840(พ.ศ. 2383) คณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่น[2]ได้ ส่งมิชชันนารีเข้ามาประกาศเผยแพร่คริสต์ศาสนาในประเทศไทย มิชชั่นคณะนี้ได้ส่งมิชชันนารีหลายคนเข้ามาทำงานในประเทศไทยโดยเริ่มต้นที่ กรุงเทพฯ และขยายไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศ

ครอบครัวศาสนาจารย์ ดร. ดาเนียล แมคกิลวารี(Rev. Dr. Daniel McGilvary D.D.) และนางโซเฟีย บรัดเลย์  แมคกิลวารี(Mrs. Sophia Bradley McGilvary) เป็นมิชชันนารีสังกัดคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่น เป็นครอบครัว มิชชันนารีครอบครัวแรกที่ขึ้นมาบุกเบิกงานประกาศเผยแพร่คริสต์ศาสนาในภาค - เหนือโดยเริ่มต้นที่จังหวัดเชียงใหม่ในปี ค.ศ. 1867[3](พ.ศ. 2410)

                  ในหนังสือ Historical Sketch of Protestant Missions in Siam 1828-1928[4] เขียนถึงสภาพการศึกษาของจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงเวลานั้นว่า ที่เชียงใหม่มีผู้หญิงที่อ่านและเขียนหนังสือได้เพียงสองคน มีผู้ชายหลายคนที่สามารถอ่านและเขียนได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายที่เคยบวชมา ก่อน ระบบการศึกษาไทยในอดีตโรงเรียนอยู่ที่วัด สำหรับภาคเหนือภาษาที่ใช้ในการเรียน การสอนคือภาษาล้านนา หรือ “คำเมือง” ผู้สอนคือพระสงฆ์ซึ่งเป็นอุปสรรคสำหรับผู้หญิงในการที่จะรับการศึกษาในระบบ นี้ อีกทั้งเป็นค่านิยมที่จะให้ผู้ชายมีการศึกษา(เข้าโรงเรียน)เพื่อการรับ ราชการ สำหรับผู้หญิง การศึกษากลับเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเพราะผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้าน(คำเมืองคือ “แม่หอแม่เฮือน”) รับผิดชอบงานภายในบ้าน
 
 
                ประมาณในปี ค.ศ. 1875(พ.ศ. 2418)[5]นาง โซเฟีย บรัดเลย์  แมคกิลวารี ภรรยาของศาสนาจารย์ ดร. ดาเนียล แมคกิลวารี ได้เริ่มต้นนำเด็กผู้หญิงไม่กี่คนที่อาศัยอยู่ในบ้านของท่านมาสอนภาษาไทย การเย็บปักถักร้อย พระคัมภีร์ การดูแลบ้านเรือน การสอนของนางแมคกิลวารีในช่วงแรกนั้นไม่ได้มีการสอนเป็นประจำสม่ำเสมอ หรือมีหลักสูตรที่ชัดเจน ต่อมาคณะมิชชั่นได้ส่งนางสาวเอ็ดน่า ซาราห์ โคล (Miss Edna Sarah Cole) และนางสาวแมรี่ มาร์กาเร็ตต้า แคมป์เบลล์ (Miss Mary Margaretta Campbell) มาประจำที่สถานีมิชชั่นเชียงใหม่ ทั้งสองเดินทางมาถึงเชียงใหม่

เมื่อวันที่ 8 เมษายน ค.ศ. 1879(พ.ศ. 2422)[6] คณะมิชชั่นจึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กหญิง (Chiengmai Girls’ School) อย่างเป็นระบบขึ้นในปี ค.ศ. 1879[7](พ.ศ. 2422) ด้วยการดูแลของนางสาวเอ็ดน่า โคล และ นางสาวแมรี่ แคมป์เบลล์

            
 
 
                                

                โรงเรียนดังกล่าวตั้งอยู่ในบริเวณบ้านพักมิชชั่น(Mission Compound) บนที่ดินที่เจ้ากาวิโลรสมอบให้คณะมิชชั่น บนฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงซึ่งเป็นที่ตั้งของคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ในปัจจุบัน ด้วยการสนับสนุนของพระธิดาของเจ้าอินทรวิชายานนท์ กับเจ้าทิพเกสรคือเจ้าดารารัศมี (ประสูติเมื่อวันอังคาร ที่ 26 สิงหาคม ค.ศ. 1873 (พ.ศ.2416))พระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(หมั้นในปี ค.ศ.1884 (พ.ศ.2427)และเสด็จลงไปประทับที่กรุงเทพฯในปี ค.ศ. 1886  (พ.ศ. 2429) )

                 Miss Lucy Niblock เขียนบทความเรื่อง “Looking Backward” [8] ซึ่งเป็นการเล่าประวัติของโรงเรียนดาราวิทยาลัย Miss Niblock กล่าวถึงการเสียชีวิตของ Miss Campbell ในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1881(พ.ศ. 2423) Miss Cole ยังคงรับผิดชอบดูแลโรงเรียน “Chiengmai Girls’ School” ไปจนถึงปี ค.ศ. 1884(พ.ศ. 2427) Miss Issabella A. Griffin(ค.ศ. 1882) และ Miss Elisa L.Westervelt
(ค.ศ. 1884) ได้ถูกส่งมาทำงานที่โรงเรียนร่วมกับ Miss Cole Miss Griffin ทำงานที่โรงเรียนจนถึงปี ค.ศ. 1903(พ.ศ. 2446) สำหรับ Miss Westervelt นั้นได้แต่งงานกับ Mr. Phraner ในปี ค.ศ. 1892 และยังคงทำงานให้โรงเรียนจนถึงปี ค.ศ. 1895 (พ.ศ. 2438) 

 
               จากเอกสารของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นโรงเรียนนี้ถูกเรียกชื่อว่า “Chiengmai Girls’ School” มาตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน ค.ศ. 1909(พ.ศ. 2452)

                พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้เสด็จเยี่ยมโรงเรียนนี้และผู้บริหารโรงเรียนได้ ทูลขอพระราชทานชื่อของโรงเรียน ในวันที่ 5 พฤศจิกายน ค.ศ. 1909(พ.ศ.2452)พระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้มีโทรเลขถึงพระบาทสมเด็จพระจุล จอมเกล้าเจ้าอยู่หัวปรึกษาเรื่องชื่อของโรงเรียนนี้โดยอ้างถึงการที่พระบรม โอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร คราวเสด็จเชียงใหม่และได้พระราชทานชื่อให้กับโรงเรียนสำหรับผู้ชายคือ ปรินซ์รอยแยลคอลเลช” และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชโทรเลขตอบกลับมาใน วันที่ 6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1909(พ.ศ. 2452) ควรให้เรียกชื่อโรงเรียนผู้หญิงว่า “โรงเรียนพระราชชายา” หรือในภาษาอังกฤษคือ “ประราชชายาสกูลฤาคอลเลช”[9] โรงเรียนนี้จึงเรียกชื่อในภาษาไทยว่าโรงเรียนนี้ว่าโรงเรียน “พระราชชายา” แต่ชื่อของโรงเรียนนี้ในรายงานของสถานีมิชชั่นเชียงใหม่ก็ยังใช้ “Chiengmai Girls’ School” เรื่อยมาจนถึงปี ค.ศ. 1916(พ.ศ. 2459) จึงปรากฏชื่อ “Prarachaya School(Chiengmai Girls’ School)”[10] ในวารสาร Laos News ซึ่งเป็นวารสารของ Laos Mission พิมพ์ที่โรงพิมพ์วังสิงห์คำ(โรงพิมพ์ของมิชชั่น)ที่เชียงใหม่

จากหลักฐานเอกสารของกระทรวงศึกษาธิการ ในปี ค.ศ. 1918(พ.ศ. 2461) ก่อนการประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2461 โรงเรียนสำหรับผู้หญิงของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นในจังหวัด เชียงใหม่ มณทลพายัพ มีเพียง 1 โรงคือ โรงเรียน“Chiengmai Girls’ School” ซึ่งมีการเปลี่ยนชื่อเป็น“โรงเรียนพระราชชายา” ในปี ค.ศ. 1909(พ.ศ. 2452)

           

                ในปี ค.ศ. 1918(พ.ศ. 2461)มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ฉบับแรกของประเทศ ผู้จัดการและครูใหญ่โรงเรียนพระราชชายาคือ Miss Julia A. Hatch ได้ทำเรื่องถึงเสนาบดีกระทรวงธรรมการขอ“ดำรง”โรงเรียน พระราชชายา โรงเรียนราษฎร์ซึ่งเป็นโรงเรียนของคณะมิชชั่นที่ตั้งมาก่อนการประกาศใช้พระ ราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2461 เป็นโรงเรียนที่ให้การศึกษาแก่นักเรียนหญิง ตั้งอยู่ที่บ้านสันป่า-ข่อย ตำบลวัดสระเกษ(วัดเกตในปัจจุบัน) ทิศตะวันออก(หลังโรงเรียน)ติดบ้านหลวงผดุงมัธกิจ ทิศตะวันตก(หน้าโรงเรียน)ติดถนนเจริญราษฎร์ ทิศเหนือติดบ้านหมอแคมเบอร์ ทิศใต้ติดถนนสันกำแพง(ถนนเจริญเมือง) เปิดรับเฉพาะนักเรียนผู้หญิงอายุตั้งแต่ 5 – 20 ปี เป็นโรงเรียนที่เปิดรับทั้งนักเรียนประจำและไป-กลับ มีครูน้อย 7 คนคือ

1. นางสุดา                         ไชยวรรณ์ (จบจากโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ชั้นมัธยมปีที่ 6 ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ)
2. นางสาวปรีดา                บุญอิต (จบจากโรงเรียนกุลสตรีวังหลัง ชั้นมัธยมปีที่ 7 ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ)
3. นางสาวบัวเขียว            นิลุบล (จบจากโรงเรียนพระราชชายา ชั้นมัธยมปีที่ 2 ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ)
4. นางสาวบัวศรี                ประถมมณี (จบจากโรงเรียนพระราชชายา ชั้นมัธยมปีที่ 2 ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ)
5. นางสาวบัวคำ                กัลป์นาจา (จบจากโรงเรียนพระราชชายา ชั้นมัธยมปีที่ 2 ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ)
6. นางสาวจันตา                สาระภีเพ็ชร์(จบจากโรงเรียนพระราชชายา ชั้นประถมปีที่ 3 ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ)
7. นางนำมาลา                  (จบจากโรงเรียนพระราชชายา ชั้นประถมปีที่ 3 ตามหลักสูตรกรมศึกษาธิการ)

           (ยื่นเรื่องวันที่ 7 มกราคม ค.ศ. 1919[11](พ.ศ. 2461) รับแจ้งการอนุมัติให้ดำรงโรงเรียนพระราชชายาต่อไปได้ และให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฏร์ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1920(พ.ศ. 2462)[12] )

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1924(พ.ศ. 2466) Miss Julia A. Hatch ในฐานะผู้จัดการได้ทำหนังสือถึงเสนาบดีกระทรวงศึกษาขออนุญาตเปลี่ยนชื่อ “โรงเรียนพระราชชายา” เป็น “โรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกประถม” เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการตอบรับทราบเมื่อ วันที่ 25 เมษายน ค.ศ. 1924(พ.ศ. 2467) และมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1924(พ.ศ. 2467)[13]

           ในขณะที่ Miss Julia A. Hatch ได้ทำหนังสือขอเปลี่ยนชื่อโรงเรียนพระราชชายา ในวันเดียวกันนี้เอง Miss Julia A. Hatch ได้ทำหนังสืออีกฉบับหนึ่งขอตั้งโรงเรียนอีกโรงหนึ่งที่มีชื่อเรียกว่า “ดาราวิทยาลัย”[14] โดยมี Miss Julia A. Hatch เป็นผู้จัดการ และ Miss Lucy Niblock เป็นครูใหญ่ ตั้งอยู่ที่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลวัดสระเกษ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ด้านทิศใต้ติดทุ่งนา ด้านทิศเหนือติดถนนใหญ่(ถนนแก้วนวรัฐ) ด้านทิศตะวันออกติดบ้านราษฎร์ ด้านทิศตะวันตกติดโรงพยาบาลอเมริกัน อยู่ห่างจากโรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกประถมหรือพระราชชายาเดิมประมาณ 1 กิโลเมตร เป็นโรงเรียนรับเฉพาะนักเรียนผู้หญิง มีครูน้อย 10 คน ปรากฏรายชื่อ 7 คนซึ่งเป็นครูน้อยที่มา(ลาออก)จากโรงเรียนพระราชชายาคือ

                1. นางประยูร                    ไทยสมัคร
                2. นางสาวทองอยู่            สปริงเกอร์
                3. นางสาวสวาท               ตัณฑโกไศย
                4. นางสาวบัวผัน              เรือนจิตร์
                5. นางสาวราเฮล              คำนันตา
                6. นางสาวบัวเขียว           พันธุพงศ์
                7. นางสาวจอมใจ             อินทะพันธุ์

             เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการตอบรับเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน ค.ศ. 1924(พ.ศ. 2467) และมีประกาศกระทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ค.ศ. 1924(พ.ศ. 2467)


             งานของมิชชันนารีคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นในจังหวัดเชียงใหม่เริ่ม ต้นที่ริมฝั่งแม่น้ำปิง บ้านพักของมิชชันนารีอยู่บนที่ดินริมฝั่งแม่น้ำปิงด้านทิศตะวันออกที่เจ้ากา วิโลรสมอบให้(ที่ตั้งโบสถ์คริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่ในปัจจุบัน) โรงพยาบาลมิชชั่นตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงด้านทิศตะวันตก(ที่ตั้งสถานีกาชาด 3 ปัจจุบัน) โรงเรียนชายก็ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำปิงด้านทิศตะวันตกไม่ไกลจากสำนักงาน เทศบาลนครเชียงใหม่ในปัจจุบัน ได้มีการสร้างโรงเรียนสำหรับผู้หญิงใหม่บนถนนสายแก้วนวรัฐทางด้านตะวันออก ของโรงพยาบาลแมคคอร์มิค มีการวางศิลาหัวมุมอาคารหลังแรกของโรงเรียน ในวันอาทิตย์ ที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1921[15]

             โดยศาสนาจารย์ศรีโหม้ วิชัย ศิษยาภิบาลของคริสตจักรที่ 1 เชียงใหม่เป็นผู้ประกอบพิธี มีการอ่านพระธรรมสดุดีบทที่ 144 ข้อ 12 ความว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้ซึ่งบรรดาบุตรชายของ ข้าพเจ้า เมื่อเขายังหนุ่ม ๆ อยู่เป็นเหมือนต้นไม้โตเต็มขนาด ซึ่งบรรดาบุตรหญิงของข้าพเจ้าเป็นเหมือนเสาหัวมุม สลักออกมาตามแบบพระราชวัง ผู้ถูกกำหนดให้เป็นผู้วางศิลาหัวมุมคือนางโซเฟีย บรัดเลย์ แมคกิลวารี ภรรยาของศาสนาจารย์ ดร. ดาเนียล แมคกิลวารี ผู้ก่อตั้งโรงเรียน แต่เนื่องจากมีฝนตกหนักนางโซเฟีย บรัดเลย์ แมคกิลวารีจึงมอบหมายให้บุตรสาวคือ Mrs. Roderick Gillies(Miss Margaret Alexandra McGilvary) ผู้ ซึ่งเคยเป็นครูใหญ่ของโรงเรียนพระราชชายาในช่วงปี ค.ศ. 1895-1905(พ.ศ. 2438-2448) เป็นผู้วางศิลาหัวมุมแทน การก่อสร้างอาคารหลังแรกของโรงเรียนซึ่งเป็นอาคารสองชั้น ชั้นที่ 1 เป็นสำนักงาน ห้องประชุมและห้องเรียน ส่วนชั้นที่ 2 เป็นห้องพักสำหรับนักเรียนประจำ การก่อสร้างอาคารดังกล่าวสำเร็จและมีการเปิดโรงเรียนบนพื้นที่ใหม่เมื่อวัน ที่ 18 มกราคม ค.ศ. 1924[16] (พ.ศ. 2466) มีการย้ายนักเรียนชั้นมัธยมศึกษามาอยู่ในโรงเรียนใหม่ ส่วนนักเรียนชั้นประถมยังคงอยู่ที่โรงเรียนเดิมโดยมีนางสุดา อินทราวุฒิ เป็นครูใหญ่ และ Miss Julia A. Hatch เป็นผู้จัดการ

             จากหลักฐานของกระทรวงศึกษาธิการในปี ค.ศ. 1924(พ.ศ. 2467) โรงเรียนสำหรับผู้หญิงของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นในจังหวัด เชียงใหม่ มณทลพายัพ ที่จัดตั้งตามพระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2461 มี 2 โรง คือ โรงเรียนดาราแผนกประถมซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านสันป่าข่อย กับโรงเรียนดาราวิทยาลัย(แผนกมัธยม)ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านหนองเส้ง โรงเรียนทั้งสองโรงนี้มีผู้จัดการคนเดียวกันคือ Miss Julia A. Hatch

            โรงเรียนทั้งสองมีการดำเนินการเรื่อยมาจนกระทั่งในปี ค.ศ. 1933(พ.ศ. 2476)[17] Miss Helen F. McClure ผู้ จัดการโรงเรียนดาราวิทยาลัยได้ทำหนังสือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการขอ อนุญาตรวมโรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกประถม กับโรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกมัธยม เรียกว่าโรงเรียนดาราวิทยาลัย โรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกประถมเปลี่ยนฐานะเป็นสาขาของโรงเรียนดาราวิทยาลัย แผนกมัธยมด้วยเหตุผลที่ว่าโรงเรียนทั้งสองบริหารด้วยผู้บริหาร(ผู้จัดการ)คน เดียวกัน แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงธรรมการได้มีหนังสือตอบเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ค.ศ. 1933(พ.ศ. 2476) ไม่สมควรให้มีการรวมโรงเรียนทั้งสองแห่งเข้าด้วยกันโดยแยกเป็นแผนกประถมและ มัธยมเพราะโรงเรียนทั้งสองแห่งตั้งอยู่ไกลกัน หรือหากจะให้แผนกประถมเป็นสาขาของแผนกมัธยมก็ไม่ได้เพราะโรงเรียนทั้งสองมี ครูใหญ่คนละคน

            ในปี ค.ศ. 1936(พ.ศ. 2479)มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติโรงเรียนราษฎร์ พ.ศ. 2479

ในปี ค.ศ. 1939 และ1940(พ.ศ. 2482 และ 2483)โรงเรียนดาราวิทยาลัยได้ยื่นเรื่องขอรับการรับรองวิทยฐานะจากกระทรวง ธรรมการ และกระทรวงธรรมการได้มีหนังสือลงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2484(ค.ศ. 1941) แจ้งการรับรองวิทยฐานะโรงเรียนดาราวิทยาลัย โดยมีผลตั้งแต่ พ.ศ. 2483
(ค.ศ. 1940)[18]

              ในปี ค.ศ. 1941 เกิดสงครามโลกครั้งที่สอง รัฐบาลไทยลงนามในสัญญาร่วมรบกับรัฐบาลญี่ปุ่น พลเมืองของประเทศที่เป็นคู่สงครามต้องอพยพออกนอกประเทศ คนที่อพยพไม่ทันก็ถูกควบคุมตัวอยู่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรุงเทพฯ ทรัพย์สินและกิจการของต่างชาติถูกรัฐบาลควบคุม มิชชันนารีที่รับผิดชอบโรงเรียนดาราวิทยาลัย หรืองานมิชชั่นในภาคเหนือพากันอพยพหนีทหารญี่ปุ่นออกไปทางอำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงรายเข้าไปในประเทศเมียรมาร์ซึ่งเป็นอณานิคมของประเทศอังกฤษ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนดาราวิทยาลัยและสาขาโรงเรียนดาราวิทยาลัยตกอยู่ในการควบคุมของคณะ กรรมการควบคุมและจัดการกิจการหรือทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกในภาวะ คับขัน ต่อมาคณะกรรมการควบคุมและจัดการหรือทรัพย์สินฯ นี้ได้ขายโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย โรงเรียนดาราวิทยาลัยและสาขาโรงเรียนดาราวิทยาลัยให้กับจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย[19]เพื่อใช้เป็นโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภาคพายัพ[20] โดยโรงเรียนดาราวิทยาลัยถูกใช้เป็นหอพักของครูผู้หญิงและนักเรียนผู้หญิง ครูและนักเรียนผู้หญิงเดินไปเรียนที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย

                ปี ค.ศ. 1945(พ.ศ. 2488) สงครามยุติลงด้วยการยอมแพ้ของประเทศญี่ปุ่นและเยอรมัน คณะมิชชั่นส่งมิชชันนารีกลับเข้ามาทำงานในประเทศไทยอีกครั้ง คณะมิชชั่นได้ดำเนินการขอทรัพย์สินและกิจการของคณะมิชชั่นคืนจากรัฐบาลไทย[21] หนังสือของคณะอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นฉบับลงวันที่ 7 มีนาคม ค.ศ. 1946(พ.ศ. 2489) ดร. แวลลส์(Kenneth E. Wells) เป็นผู้รับมอบอำนาจจากคณะมิชชั่นในการรับมอบกิจการและทรัพย์สินของคณะมิ ชชั่นในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย ลำปาง แพร่ และน่านคืนจากรัฐบาลไทย[22]

                วันที่ 17 พฤษภาคม ค.ศ. 1946(พ.ศ. 2489) โรงเรียนดาราวิทยาลัยเปิดเรียนครั้งแรกโดยนำของครูบัวชม อินทะพันธุ์[23]


     (อดีตครูใหญ่โรงเรียนดาราวิทยาลัย ผู้ที่โรงเรียนส่งไปศึกษาต่อที่ประเทศฟิลิปปินส์) กับครูอีกหลายคนด้วยการช่วยเหลือของศิษย์เก่าหลายคน และการให้คำปรึกษาของ ดร. เคนเน็ต อี. แวลลส์ การเปิดโรงเรียนดาราวิทยาลัยครั้งแรกหลังสงครามโลกยุติลง โรงเรียนมีนักเรียนทั้งหมด 350

                Miss Helen F. McClure มาถึงเชียงใหม่เมื่อวันที่ 30 กันยายน ค.ศ. 1946(พ.ศ. 2489) และ Miss Lucy Niblock มาถึงเชียงใหม่ในเดือนมกราคม ค.ศ. 1947(พ.ศ. 2490)

                โรงเรียนดาราวิทยาลัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เปิดดำเนินการในปี ค.ศ. 1946(พ.ศ. 2489) มีการจดทะเบียนว่า Miss Helen F. McClure เป็นผู้จัดการ และ Miss Lucy Niblock เป็นครูใหญ่

                โรงเรียนดาราวิทยาลัย และโรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกประถมได้เปิดดำเนินการคู่กันมาจนกระทั่งปีค.ศ. 1968(พ.ศ. 2511)[24]จึง มีการปิดโรงเรียนดาราวิทยาลัยแผนกประถม มีการโอนย้ายบุคลากรและนักเรียนทั้งหมดมาอยู่โรงเรียนดาราวิทยาลัยที่ถนนแก้ วนวรัฐเพียงแห่งเดียว เปิดสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย ต่อมาคณะมิชชั่นได้ให้เงินสนับสนุนการก่อสร้างอาคารเรียนหลังใหม่ โรงเรียนดาราวิทยาลัยร่วมกับโรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยสร้างอาคาร “สหเตรียม” ขึ้น ที่โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย และเปิดสอนชั้น ม.ศ. 4 และ 5 ขึ้น โดยที่นักเรียนดาราวิทยาลัยไปเรียนร่วมกับนักเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ที่อาคารดังกล่าว(โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัยได้มีการเปิดสอนในระดับ มัธยมศึกษาตอนปลายมาก่อนหน้านี้แล้ว) การดำเนินการร่วมมือของโรงเรียนทั้งสองเพื่อเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคล อาคารสถานที่ร่วมกันทำได้ระยะหนึ่งต้องยุติลงเพราะไม่เป็นที่ยอมรับ ของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนดาราวิทยาลัยต้องมาดำเนินการเปิดชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย(ม.ศ. 4 – 5)ของตนเองอีกครั้งในปี ค.ศ. 1961

                โรงเรียนดาราวิทยาลัยเป็นโรงเรียนที่ตั้งขึ้นโดยมิวัตถุประสงค์เพื่อการให้ การศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนผู้หญิงโดยเฉพาะ(ในระดับอนุบาลที่โรงเรียน เดิม-พระราชชายา มีการรับเด็กชายในระดับอนุบาลด้วย) ในปี ค.ศ. 1990(พ.ศ. 2533)ผู้บริหารโรงเรียนดาราวิทยาลัยในเวลานั้นคือ อาจารย์สมศรี ไชยเศรษฐ ผู้จัดการ และอาจารย์สมปรารถนา บุณยเกียรติ ครูใหญ่ ได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนโรงเรียนดาราวิทยาลัยจากโรงเรียนผู้หญิงให้เป็น โรงเรียนที่รับนักเรียนทั้งชายและหญิง(สหศึกษา) เรื่องนี้ได้มีการนำเสนอตามขั้นตอนถึงมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย และมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทยได้มีมติที่ มสท. 275/1991 อนุมัติให้โรงเรียนดาราวิทยาลัยเปิดสอนในระบบสหศึกษาตั้งแต่ปีการศึกษา 2535 โดยการเปิดทีละชั้น

                ในปี ค.ศ. 2006( พ.ศ. 2549 ) ดร. รัศมี แดงสุวรรณได้เปิดการเรียน การสอนที่เรียกว่าโครงการ Native Speaker Program หรือที่เรียกกันว่า NP ซึ่งเป็นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษใน 4 ทักษะด้วยเจ้าของภาษา(การฟัง-การพูด-การอ่าน-การเขียน) โดยที่ผู้ปกครองนักเรียนสามารถเลือกให้บุตรเรียนในโครงการ NP นี้ต้องจ่ายเงินค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นจากปกติจำนวนหนึ่ง หรือผู้ปกครองสามารถเลือกให้บุตรของตนเรียนเพียง 2 ทักษะ(ฟัง และพูด)ซึ่งเป็นการเรียนโดยมีครูคนไทยเป็นครูผู้ช่วยสอนผู้เรียนต้องจ่าย เงินค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นจากปกติจำนวนหนึ่ง(น้อยกว่านักเรียนที่เลือกเรียน 4 ทักษะ) นอกจากโครงการ NP แล้วโรงเรียนดาราวิทยาลัยยังได้ดำเนินการสอนด้วยหลักการ DARA TBM (Teaching with the Braine in Mind) การ สอนนี้ผู้สอนตระหนักถึงศักยภาพของสมองของนักเรียนแต่ละคนที่แตกต่างกัน ผู้สอนต้องหาวิธีการที่จะสอนให้นักเรียนซึ่งมีศักยภาพที่แตกต่างกันสามารถ เข้าใจในวิชาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

 




[1] ชยันต์ หิรัญพันธุ์. 60 ปี สภาคริสตจักรในประเทศไทย, (กรุงเทพฯ:สภา

   คริสตจักรในประเทศไทย, 1997), หน้า 2.

[2] เรื่องเดียวกัน หน้า 4.

[3] เรื่องเดียวกัน หน้า 6.

[4] George Bradley McFarland. (ed.) Historical Sketch of Protestant Missions

   in Siam 1828-1928, (กรุงเทพฯ:The Bangkok Press Ltd., 1928), หน้า 122.

[5] เรื่องเดียวกัน หน้า 214.

[6] Eakin Paper  รหัส RG 017/80 กล่องที่ 7 แฟ้มที่ 4 ประวัติของ Miss Mary Campbell. 

[7] George Bradley McFarland. (ed.) Historical Sketch of Protestant Missions in Siam 1828-1928, (กรุงเทพฯ:The Bangkok Press Ltd., 1928), หน้า 214.

[8] วารสาร The Siam Outlook, ฉบับเดือนตุลาคม 1936 หน้า 173-179.

[9] นงเยาว์ กาญจนจารี. ดารารัศมี, พระประวัติพระราชชายา เจ้าดารารัศมี. (กรุงเทพฯ: 

   บริษัททรีดีการพิมพ์ จำกัด, 2533), หน้า 98-99.

[10] วารสาร The Laos News, ฉบับเดือนกรกฎาคม 1916 หน้า 62, 67.

[11] ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ของไทยโบราณถือวันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย เป็นวันขึ้นปีใหม่ คติพราหมณ์ ใช้วันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ในปี พ.ศ.2432 รัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่มาเป็นวันที่ 1 เมษายน  ภายหลังมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติปฏิทิน พ.ศ.2483 และเริ่มใช้เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2483 รัฐบาลได้ประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ ดังนั้นการแปลงปี พ.ศ. เป็น ค.ศ. ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2484 จึงต้องพิจารณาเดือนประกอบด้วยเพราะปี ค.ศ. เริ่มจากเดือนมกราคม จบที่เดือนธันวาคม

[12] เอกสารจดหมายเหตุ ศธ.54.9 แฟ้มที่ 8(เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ)

[13] เอกสารจดหมายเหตุ ศธ.54.9 แฟ้มที่ 49((เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ)

[14] เอกสารจดหมายเหตุ ศธ.54.9 แฟ้มที่ 60 ((เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ)

[15]วารสาร The Siam Outlook . ฉบับเดือนตุลาคม ค.ศ. 1921 หน้า 47.

[16] เอกสารจดหมายเหตุ ศธ.54.9 แฟ้มที่ 49 (เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ)

[17] เอกสารจดหมายเหตุ ศธ.54.9 แฟ้มที่ 127(เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ)

[18] หนังสือจากกระทรวงธรรมการ ที่ 1712/2484 ลงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2484 (เอกสารเก็บที่ห้อง

    ผู้อำนวยการโรงเรียนดาราวิทยาลัย)

[19] เอกสาร (2) ศธ. 15.3 แฟ้มที่ 105 หนังสือของอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถึง ม.ล. อุดม สนิท

   วงศ์ ประธานกรรมการรับมอบทรัพย์สินของคนต่างด้าวบางจำพวกฯ ที่ 1318/2488 ลงวันที่ 6 กันยายน

   2488 เรื่องการรับมอบทรัพย์สินของชนต่างด้าวบางจำพวกฯ (เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุ

    แห่งชาติ กรุงเทพฯ)

[20] เอกสาร สร. 0201.14 แฟ้มที่ 25 หนังสือของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ถึงเลขาธิการ

    คณะรัฐมนตรี ที่ 16898/2485 ลงวันที่ 19 พฤษภาคม 2485 เรื่องรายงานการเข้าครอบครองโรงเรียน

     ราษฎร์ของชนต่างด้าว(เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรุงเทพฯ)

[21] เอกสาร (2) สร.0201.98.7 แฟ้มที่ 8 หนังสือของอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่นลงวันที่ 6 มีนาคม 1946

     ถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลแห่งประเทศสยาม(เอกสารเก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ

      กรุงเทพฯ)

[22] รายงานของ Miss Helen McClure ปี ค.ศ. 1946-1947 จากเอกสารอเมริกันเพรสไบทีเรียนมิชชั่น รหัส

     001/78 กล่องที่ 29 แฟ้มที่ 9 (เก็บรักษาที่หอจดหมายเหตุ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่)

[23]    เรื่องเดียวกัน

[24] จากคำบอกเล่าของนางพาณี แดงสุวรรณกล่าวว่าเธอเป็นนักเรียน เรียนอยู่ที่โรงเรียนดาราใต้จนจบชั้น

    ประถมศึกษาปีที่ 4 และย้ายมาเรียนที่โรงเรียนดาราวิทยาลัยในที่ปัจจุบันชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ในปี

    นั้นมีการย้ายนักเรียนและครูทั้งหมดของโรงเรียนดาราใต้มาที่โรงเรียนดาราเหนือ


เข้าชม : 6636